ความเดิมตอนที่แล้ว...

(กลับไปอ่าน ตอนที่ 1 คลิกที่นี่ค่ะ)

 

ก่อนลงมา....

พี่ ๆ นำทางบอกว่าตรงจุดนี้คงพักคืนนี้ไม่ได้แน่ ๆ เนื่องจากว่าลมแรง อันตรายเกินไป... จึงตกลงใจเดินอ้อมเลาะสันเขาไป เพื่อพากันลงเขาไปตามเส้นทางอีกเส้นทางหนึ่ง....

ตามปกติการเดินขึ้นเขาพรหมโลก จะเดินขึ้น - ลง ที่เส้นทางเดิม

แต่ทริปการเดินป่าของเราในครั้งนี้ (เป็นทริปที่ 2) ที่พี่ ๆ นำทางตัดสินใจที่พาลงอีกทางหนึ่ง... ซึ่งพี่ ๆ ให้เหตุผลสั้น ๆ ว่า "กลับเส้นทางใหม่ พวกคุณจะได้ไม่เบื่อกันไง"    อันนี้พี่ขุนส่าบอก.....ทุกคนต่างก็เห็นด้วยค่ะ... และชื่นชอบกันด้วย....

 

------------------- = (^_^)= ----------------------

 

ทางลงตอนแรกเลย..จะมีต้นหวายที่มีหนามแหลมขวางหน้าค่ะ...

ถึงตอนนี้...พี่ขุนส่าจะเดินนำหน้าแล้วค่ะ  เนื่องจากว่าจะต้องเปิดเส้นทางให้พวกเราได้เดินตาม ๆ กันลงไป...

นักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ เดินตามพี่ขุนส่าเลย... เพราะต้องถูกคุมตัวอย่างใกล้ชิด... อิอิ   ยิ่งเป็นคนโก๊ะ ๆ ชอบเดินสะดุดนั่นสะดุดนี่อยู่บ่อย ๆ...

พี่เค้ากลัวจะสะดุดรากไม้ หัวทิ่มลงเหว น่ะค่ะ...จึงต้องให้รีบตามลงไป...

 

 

 

เมื่อผ่านช่วงหนึ่งมาได้... ก็จะเป็นทางราบโล่ง ๆ แต่ก็มีต้นไผ่ล้มค่ะ... แบบนี้...

 

 

 

ถ้าหากเดินไม่ดี...มีหวังโดนกิ่งไม้เกี่ยวได้นะคะ

ตรงนี้โดนไปหลายแผลเหมือนกัน เพราะนักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ ใส่เสื้อแขนสั้น...

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในการเดินป่า...ควรใส่เสื้อแขนยาวนะคะ หรือไม่ก็ใส่ปลอกแขนยาว ๆ ปิดแขนหน่อย  เพราะจะได้ป้องกันกิ่งไม้เกี่ยว...

จริง ๆ ก็เตรียมไว้แล้วเหมือนกัน ตั้งใจจะเอาไปใส่ในการเดินป่าด้วย แต่ลืมเอาใส่กระเป๋าไปซะได้... เลยต้องโชว์ผิวกันไปเลย...แล้วก็โดนกิ่งไม้ฝากรอยแผลเป็นไว้หลายแผลเลยค่ะ

เดินไปเดินมา...พี่ ๆ พาลงไปผิดทาง... บังเอิญไปเส้นทางการเดินป่าของทริปอื่น...ก็เลยพาย้อนกลับมาอีกทางหนึ่งค่ะ  และถือโอกาสนั่งพักกันก่อนจะไปต่อค่ะ

 

 

 

คุยกันสัพเพเหระ เมื่อพร้อมแล้วก็ได้เวลาเดินต่อไปค่ะ  

เส้นทางลงต่อไป...ก็ใช่ว่าจะง่าย เป็นทางดิ่ง และลื่น มีโขดหินที่มีตะไคร่และมอสปกคลุมอยู่ ถ้ายึดเกาะไม่ดี หรือเหยียบไม่มั่นแล้ว มีหวังลื่นล้มหล่นตุ๊บลงในเบื้องล่างแล้วค่ะ...ที่ยึดเหนี่ยวชีวิตไว้ก็มีแต่ก้อนหิน รากไม้ และต้นไม้ต้นเล็ก ๆ ค่ะ

 

 

เดินไปเรื่อย ๆ ในระหว่างสองข้างทางสามารถชมธรรมชาติ และความสวยงามที่มีให้พบเห็นเป็นระยะ

นางเอกของงานนี้ค่ะ เนื่องจากพบเห็นได้เป็นระยะ ๆ ไปเดินป่าในช่วงหน้านี้ไม่ค่อยมีดอกไม้อื่น มีแต่เอื้องสายพันธุ์นี้ให้ได้พบเห็น "เอื้องสายเสริฐ" ที่มีดอกสีขาว ๆ ครีม ๆ ห้อยระย้าลงมา

เอื้องสายเสริฐนี้มักจะพบเห็นได้ทั่ว ๆ ไปในเกือบทุกยอดเขาของนครศรีธรรมราชเลยนะคะ...

นี่ก็เป็น นางเอกของงานนี้ค่ะ เนื่องจากพบเห็นได้เป็นระยะ ๆ ด้วยเช่นกัน "บีโกเนีย" ที่พี่ขุนส่า มักจะเรียกให้นักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ ดู และบอกให้ถ่ายภาพไว้   

บีโกเนีย พันธุ์นี้เป็นพันธุ์ที่มีขนนะคะ ใบออกจะหนา ๆ หน่อย คล้าย ๆ กำมะหยี่ ลำต้นสีแด๊ง แดง.. ส่วนพันธุ์ที่ไม่ขนก็พบเห็นได้ทั่วไป แต่ไม่ได้ถ่ายภาพมา...  ลักษณะของใบจะคล้ายกัน แต่ใบจะบางกว่า...

พี่ขุนส่าบอกว่าต้นนี้นำมาประกอบอาหารได้นะคะ ไม่ว่าจะเป็น ต้ม ผัด แกง ทอด หอมอร่อยในพริบตา.....

เอ้ย....ไม่ใช่ ๆ ...ชักออกแนวโฆษณา อิอิ  

แต่ว่าพวกเราทั้งหมดก็ได้แต่ชื่นชมในความสวยงามของธรรมชาติ ไม่ได้เก็บเจ้าต้น "บีโกเนีย" พวกนี้มาต้ม ผัด แกง ทอด แต่ประการใด

อยากให้ธรรมชาติยังคงงดงาม...อยู่ในที่ที่เค้าควรอยู่ เค้าเกิดและเติบโตอยู่บนยอดเขานี้ ก็ให้เค้าจากโลกนี้ไปที่ยอดเขาแห่งนี้ โดยไม่ต้องมีใครมาเด็ดเค้าไปอย่างไม่เต็มใจดีกว่าค่ะ... ว่ามั๊ย...

ในระหว่างเส้นทาง  สามารถพบเห็นร่อยรอยของสัตว์ป่า ไม่ว่าจะเป็นรอยเท้า หรือมูล ที่เค้ามาถ่ายทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า ไม่ว่าจะเป็น "หมูป่า" หรือ "สมเสร็จ" ซึ่ง สมเสร็จ นี้พี่ขุนส่าบอกว่าที่นี่เค้าจะเรียกว่าตัว "ช้างน้อย" เพราะว่าหน้าตาเค้าเหมือนช้าง

ดูจากรอยเท้าแล้ว ตัวจริงของเค้าน่าจะตัวใหญ่มาก ทิ้งร่องรอยให้เห็นเป็นระยะ ๆ ซึ่งดูแล้วยังเป็นรอยเท้าใหม่ ๆ เดินไปก่อนหน้านี้เองค่ะ เสียดายที่ไม่ได้เจอตัวเป็น ๆ

เค้าคงได้ยินเสียงคนเดิน ก็เลยเดินหนีไปก่อนหน้า...

ก็เลยเก็บได้แต่ภาพรอยเท้าของเค้ามาไว้เป็นที่ระลึก...  

 

 

นอกจากนั้น สองข้างทางก็จะมีธรรมชาติแบบนี้ให้เห็นค่ะ  ท่ามกลางละอองหมอก และละอองฝน   

 

ระหว่างที่เดินลงไปได้สักพัก... ก็ได้บังเอิญเจอเพื่อนเดินป่าอีกทริปหนึ่งค่ะ   ป่ากว้าง ๆ ยังได้มาประสบ พบเจอกันได้...

ที่นักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ ได้เกริ่นไปในเอนทรีที่ผ่านมา...

นั่นคือ "พี่ข้าวขาว"... หรือพี่สาวคนที่พี่หนึ่งเรียกว่า "เจ๊ข้าวขาว"

เจ้าแม่เท้ากีบของเว็บ TKT เดินตะลุยไปทั่วสารทิศ ทั้งสวยและเดินป่าเก่งมาก ๆ  แบกเป้ใบโต และหนัก ๆ ขึ้นเขาลงเขา เดินไกล เดินเร็ว.... พวกเราทั้งหมด ก็เลยนั่งพักกันตรงจุดนั้น และคุยกันสักพักใหญ่...เป็นการพักเหนื่อยไปในตัวด้วยค่ะ  

อันนี้นักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ ช๊อบ ชอบ...เรื่องนั่งพักขอให้บอก...  

พี่หนึ่ง การันตี ความสวย และ ความเก่งของ พี่ข้าวขาว ในการเดินป่า ไว้ ที่ link นี้นะคะ ไปชมกัน...

อิอิ ช่วย ๆ กันโปรโมตเว็บซ้านั่น

http://www.pantip.com/cafe/blueplanet/topic/E6594500/E6594500.html

 

 

ในตอนนั้นเอง...พี่ข้าวขาว ได้แนะนำวิธีการดึงทากออกจากตัว และทำยังไงไม่ให้แหยงกับทาก 

พี่ข้าวขาวบอกว่า...

ตัวทากน่ะ...เวลาที่เค้ามาเกาะ...ให้หยิบมาใส่ในมือ แล้วประกบมือไว้ จากนั้นก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก คิดซะว่าเจ้าทากตัวน้อยที่นอนกระดึ๊บ กระดึ๊บอยู่ในมือเรานั้นเป็น...ยางรัดของ...แล้วก็ให้หมุน ๆ ๆ ๆ คลึง ๆ ๆ เล่น แล้วทากเค้าก็จะมึนหัวค่ะ พอมึนหัวเค้าก็จะไม่มีแรงมาเกาะเราใหม่...ในช่วงวินาทีนั้นให้เขวี้ยงทิ้งไปไกล ๆ เลย...ตรงนี้ถือว่ามีประโยชน์มากมายค่ะ

แต่ทำยังไง นักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ ก็หลอกตัวเองไม่ได้...ว่าทากน้อยตัวนั้น คือ ยางรัดของ...

ความรู้สึกบอกตัวเองว่าเค้าคือทากน่ะค่ะ...

เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง ที่ชอบดูดเลือดคนและสัตว์เป็นอาหาร อาศัยอยู่บนป่าที่อุดมสมบูรณ์ และมีเรด้าร์ในการจับคลื่นการสั่นสะเทือน และความร้อนจากตัวคนและสัตว์ได้ด้วย...

งานนี้ก็เลยยังทำใจลำบากค่ะ  

 

------------------- = (^_^)= ----------------------

 

เมื่อ พี่ข้าวขาว สอนเสร็จ ทากตัวน้อยตัวหนึ่ง ก็กระโดดเกาะที่หัวเข็มขัดทันที  เดือดร้อนต้องให้ พี่ข้าวขาว ช่วยดึงออกให้อีก พี่ท่านก็พยายามดึงมือนักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ ให้ไปดึงออกเอง แบบกรี๊ดไป 8 ตลบค่ะ  แต่ก็หลุดออกไปได้อย่างทุลักทุเล...

เบื้องหลังตรงนี้....ตอนที่จับตัวทาก เค้าจะอ้อมมาเกาะที่นิ้วเราโดยไว ถึงแม้ว่าพยายามจะสลัดออกไป แต่เค้าก็อ้อมตัวมาเกาะใหม่ เป็นอย่างนี้จริง ๆ ค่ะ เหนียวหนึบเลย...เลยแอบมีสะบัดไปป้ายพี่ข้าวขาวซะงั้น  

เอิ๊ก ๆ    ต้องขออภัยด้วยนะคะ ก็น้องทากไม่ยอมหลุดจากมือเลยจริง ๆ นี่นา

หลังจากยังขยาดและแหยงกับทากไม่หาย เวลาที่เค้ามาเกาะทีไร ต้องอาศัยมือของใครที่อยู่ใกล้ ๆ ตัวช่วยดึงทากออกจากตัวให้หน่อย ตลอดการเดินทางเลยค่ะ...   

ต้องขอขอบคุณมาก ๆ นะคะทุก ๆ คนเลยที่ช่วยดึงเอาทากออกจากตัวนักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ ไปได้....

 

หลังจากทักทายกันพอหอมปากหอมคอ...

ทริปของพี่ข้าวขาว ซึ่งเดินมากันแค่ 2 คน และมีพี่นำทาง 2 คน รวมเป็น 4 คน....

แอบได้ยินมีคนแซวว่าเป็น "ทริปฮันนีมูน" รึป่าวคะเนี้ย อิอิ   

ทริปพี่ข้าวขาวก็เลยพักทานข้าวกลางวันกันตรงนั้น แต่ทริปของพวกเรายังไม่หิว เลยขอเดินลงมาทานข้าวกลางวันข้างล่างใกล้ ๆ ที่พักของคืนนี้แทน

หลังจากร่ำลากัน เพื่อไปกันคนละเส้นทาง... พี่ข้าวข้าวจะขึ้นยอดพรหมโลกที่เราเพิ่งผ่านมา แต่พวกเราจะลงหุบเขาเพื่อไปหาที่พักในคืนที่ 2 ค่ะ...

 

------------------- = (^_^)= ----------------------

 

เมื่อเดินลงมาแล้ว...แหงนมองขึ้นไป...

จะเห็นยอดเขาที่อยู่ใกล้ ๆ กันสูงลิบลับ... ประหนึ่งว่า เมื่อตะกี้เราก็อยู่ที่ความสูง แถว ๆ บนยอดนั้นนะ บรรยากาศมืด ๆ ครึ้ม ๆ เป็นบางครั้ง เหมือนฝนจะตก 

 

 

สิ่งมีชีวิตอีกอย่างที่พบเห็นได้ระหว่างทาง นั่นคือกลุ่มของ น้องหนอน ที่นอนเกาะกันเป็นก้อนอย่างนี้...

 

 

น้องหนอนนอนเกาะกลุ่มกันดูอบอุ่น แต่หยึ๋ย ๆ (พอ ๆ กับทาก)

 

ดีนะคะที่พี่ขุนส่าเรียกให้นักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ ดูซะก่อน ไม่งั้นมีหวังตะปปเค้าเค้าไปเต็ม ๆ เลยค่ะ เนื่องจากว่าเวลาเดินลงเขา มักจะชอบจับต้นไม้ไว้เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว   

แต่ก็ใช่ว่าพอรอดจากน้องหนอนกลุ่มนี้แล้วไม่มีอะไรนะคะ...

ยังมีโดน "ตัวบุ้ง"  เห็นพี่ขุนส่าเรียกว่า "ตัวร่าน" ถ้าจำไม่ผิดนะคะ เรียกอย่างนี้มั้ง??

ต้องขออภัยด้วยถ้าบอกผิด เพราะพี่เค้าพูดเป็นภาษาใต้ค่ะ

(เรื่องที่เล่า ๆ ออกมานี่ไม่ได้จดบันทึกไว้เลยค่ะ อาศัยจำ ๆ ความรู้สึกนั้นมา เลยทำให้คำสำคัญ หรือคำเฉพาะที่ใช้เรียกบางคำ ไม่ค่อยแน่ใจ)  แต่เรียกว่าตัวบุ้งดีกว่านะคะ... เพราะหน้าตาเค้าเหมือนตัวบุ้งแถวบ้าน แต่ตัวโตมาก....

ตัวบุ้งที่มีขนเยอะ ๆ เต็มลำตัวเค้าน่ะค่ะ ปล่อยหนามประทับไว้ที่ฝ่ามือ... 

อิอิ  จริง ๆ แล้วตัวนักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ เองแหล่ะค่ะ มืออยู่ไม่สุข อย่างที่บอกค่ะว่าชอบจับต้นไม้ไว้เกือบทุกต้นที่เดินผ่าน เลยไปตะปปตัวเค้าเข้า ทั้ง ๆ ที่เค้าก็อยู่ของเค้าเฉย ๆ แหล่ะ แต่มองไม่เห็นเอง... 

จากการตะปปครั้งนั้น ก็โดนเข็มสีดำเล็ก ๆ บนตัวเค้าที่ฝ่ามือไปประมาณ 30-40 ขน

พี่ขุนส่าเลยรีบให้เอามือไปปาด ๆ เช็ด ๆ กับต้นไม้ใกล้ ๆ เพื่อให้ขนหลุดออกให้หมด แถมยังมีบอกว่า ต้องรีบเอาออกให้หมดนะ ไม่งั้นมือเปื่อยแน่ ๆ เลย... จะบวม และมีหนอง... อ้าวววว  รีบใหญ่เลยค่ะ รีบเช็ดออกให้หมด...

แล้วบอกว่าลงไปแล้วให้เอาน้ำมะนาวล้างมือนะ...

โชคดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น...มือไม่บวมด้วย... หุ หุ อย่างนี้แปลว่ามือของนักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ จะทนทานมากไปรึเปล่าคะเนี้ย....อย่างหนา ตราช้าง  ศรีทนด๊ายยยย....

 

------------------- = (^_^)= ----------------------

 

เดินลงมาเรื่อย ๆ เมื่อใกล้จะถึงที่พักแล้วจะเดินเลาะหน้าผามาเลย...

ตรงนี้น่าหวาดเสียวมาก เพราะที่ยึดเหนี่ยวชีวิตไว้มีแต่รากไม้ ที่แข็งแรง และโขดหิน   หันไปข้างหลังก็เป็นเหมือนเหวแล้วค่ะ... ตรงบริเวณนี้น่าจะเป็นบริเวณที่เลนส์ 100macro ที่อยู่ในกระเป๋าใบเล็ก ๆ ข้าง ๆ ใบใหญ่ที่พี่หนึ่งสะพายอยู่หล่นหาย......เศร้า...... ...ก็เห็นว่าแพงอ่ะค่ะ....เสียดายแทน....

 

โชคดีที่นักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ ยังแข็งแรงอยู่...  ยังพอมีแรงเหมือนเด็ก ๆ วัยสะรุ่นอยู่ อิอิ 

อ่ายเรื่องห้อยโหน โจนทะยาน นี่เคยเป็นแชมป์ปีนป่ายต้นไม้มาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วค่ะ... ตอนนั้นวัยทะโมน ห้อยโหนโจนทะยานกับเพื่อน ๆ พี่ ๆ ซึ่งเป็นแต่ผู้ชายแถวบ้านทั้งนั้นเลยค่ะ.....ได้โหนรากไม้ไป ก็นึกถึงช่วงเวลาตอนโหนต้นไม้ ต้นชมพู่ ต้นมะขาม ต้นลำไย ต้นมะม่วงที่บ้านเลย

พูดแล้วอยากกลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง....  

 

 

เมื่อผ่านตรงจุดชวนให้หวาดเสียวข้างบนมา...  ก็ถึงจุดที่เราจะพักกันในคืนที่ 2 นี้ค่ะ

------------------- = (^_^)= ----------------------

 

สภาพโดยทั่วไป เป็นป่าที่มีต้นไม้เขียวขจี มีเสียงน้ำตก มีเสียงนกร้อง เพราะอยู่ใกล้ ๆ กับน้ำตก และลำธารเล็ก ๆ เป็นน้ำตกที่ไม่มีชื่อนะคะ เลยเรียกว่าน้ำตก unknown อิอิ

เมื่อได้ที่พักแล้วก็เตรียมจัดสถานที่ สำหรับใช้พักอาศัยในคืนนี้ค่ะ

 

------------------- = (^_^)= ----------------------

 

บางคน ก็สำรวจป่าไปเรื่อย ๆ ( เช่น นักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ อิอิ )   ไม่ทำอารายกะเค้าเล้ย... พอดีพี่ชายใจดีจัดการให้หมด... เลยได้แต่ส่งกำลังใจให้ห่าง ๆ 555+    แบบโดนเหน็บแนมเป็นระยะ ๆ โทษฐานที่ไม่มาช่วยเลย... แถมขอยื้มรองเท้าแตะอีกต่างหาก... อิอิ 

บางคน ก็ลงไปล้างหน้า ล้างตา และซักผ้า โดยเฉพาะรองเท้า และถุงกันทากที่เลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปด้วยดินโคลนที่ลำธารเล็ก ๆ ข้างล่าง...สภาพถุงกันทากขาขึ้น กับขาลงค่ะ... ช่างต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะตอนขาลง บางครั้งมีการไถลลื่นลงทั้งตัวเลย...เลยเป็นอย่างที่เห็น  

 

 

ว่าแล้ว  นักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ ก็ลงไปกะเค้าด้วยค่ะ...

ขอบอกว่า น้ำเย็นมาก ๆ พอเอาเท้าจุ่มลงไปปุ๊บ รู้สึกว่าเท้าจะชา ๆ เพราะว่าน้ำเย็นมาก ๆ เลยค่ะ  เหมือนน้ำในตู้เย็นเลย....แต่เอ๊... หรือจะรู้สึกไปเองอ่ะ.... ไม่ไหว ๆ ร่างกายปรับตัวเข้ากับน้ำเย็น ๆ แบบนี้ไม่ได้ค่ะ...ก็เลย "งด" อาบน้ำในคืนนี้ 555+  ได้แต่เช็ดเนื้อเช็ดตัวอย่างเดียว...กลิ่นยังดีอยู่ ยังไม่ตุ ตุ ค่ะ  

(ผ้าเช็ดทำความสะอาดของเด็กอ่อนช่วยได้อย่างดีในป่านี้ค่ะ...เหมือนในโฆษณาที่มีเจ้านาย กับเลขาสาวฯ แล้วมีการแตะอั๋งโดยตั้งใจแบบเนียน ๆ พูดเรื่องไปกินก๋วยเตี๋ยวน้ำตก นั่นไงค่ะ นึกออกรึเปล่าเอ่ย ....แบบนั้นน่ะค่ะ...พกไปเยอะ ๆ ได้ประโยชน์มาก)

ส่วน พี่ ๆ นำทาง...ก็ตระเตรียมหาฟืนมาใช้ก่อไฟ หุงหาอาหารกลางวัน + เย็น เลยทีเดียว เพราะว่ากว่าจะลงมาถึงก็เกือบบ่าย 3 โมงเย็นแล้วค่ะ... เลยรวบเป็น 2 มื้อเลย...

 

 

บรรยากาศโดยรอบ สวย...สดชื่น ดีนะคะ...

..........

การนอนในคืนที่ 2 นี้จึงมีแต่ลมพัดเย็น ๆ สบาย ๆ ไม่เหมือนลมพายุพัดแรง ๆ แบบในคืนแรก แทรกเคล้าคลอด้วยเสียงน้ำตกไหลซา ตลอดทั้งคืน...

ขอบอกว่า นอนข้าง ๆ น้ำตกแบบนี้ นักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ กลัวค่ะ อ่ายเปลที่นอนก็อยู่ผูกอยู่กับต้นไม้ ใกล้ลำธารด้วย คืนที่ 2 นี้ก็เลยต้องนอนคลุมโปงอยู่ในถุงนอนอีกครั้ง แบบไม่กล้าหันไปดูข้าง ๆ เลยค่ะ...

กลัวมองเห็น "พลายน้ำ" ที่พี่หนึ่งถามหาด้วย...บอกว่าน้ำตกที่นี่ไม่มีพลายน้ำแฮะ....

แง.....แล้วจะพูดทำไม....  

แต่ท่ามกลางความมืดมิด ยังมี "หิ่งห้อย" ตัวน้อย ๆ 2-3 ตัวบินผ่านไปมาด้วยนะคะ...

 

------------------- = (^_^)= ----------------------

 

อ้อ...ต้องไม่ลืมพูดถึง ป้าอร ด้วยค่ะ... ลืมไม่ได้ เพราะทุกคืนที่เรานอนกัน ป้าอรจะเป็นคนเดียวที่สวดมนต์ได้ไพเราะมาก ๆ เหมือนป้าอรร้องเพลงค่ะ ดีจังเลยค่ะ สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะได้คุ้มครองพวกเราทั้งหมดที่พักอยู่ใกล้ ๆ กันแถวนั้นด้วย...

เห็นว่าสวดพุทธคุณ หรือว่าอะไรสักอย่างนี่แหล่ะค่ะ  (ต้องขออภัยนะคะถ้าหากบอกผิด... ป้าอรจะสวดหลายอย่างมากเลยค่ะ)

แต่ป้าอรจะสวดเป็นทำนองสรภัญญะ ที่ฟังเผิน ๆ เหมือนป้าอรร้องเพลงค่ะ   จริง ๆ นะคะ...

ขนาดว่า พี่ขุนส่า ที่เดินด้วยกันในตอนเช้าอีกวันยังชมเลยว่า ป้าอรสวดมนต์ได้เพราะมาก ๆ

เสียงหวาน ๆ สวดมนต์ยาว ๆ ฟังแล้วเพลินมากค่ะ แล้วคืนนั้น ก็หลับไปพร้อมกับเสียงสวดมนต์ของป้าอรค่ะ  พร้อมกับการนอนหันหลังให้ลำธารทั้งคืนด้วย...

ส่วนคนอื่น ๆ คงหลับไหลไปพร้อมกับเสียงสวดมนต์เพลิน ๆ ของป้าอรเช่นเดียวกันค่ะ

 

------------------- = (^_^)= ----------------------

 

วันสุดท้าย...  5  พฤษภาคม  51  เวลา  08.15 น.  

 

 

เช้าแล้ว... ออกไปถ่ายภาพกล้วยไม้ unknown อีกแล้วค่ะ ที่พี่ขุนส่าเรียกให้นักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ ไปถ่ายภาพเก็บไว้... พี่ขุนส่าบอกว่าไม่แน่ใจเหมือนกันว่าชื่อดอกอะไร ค่อยไปถามผู้รู้เอานะ....ได้ค่ะ....  ถึงตอนนี้ยังไม่ได้ถามผู้รู้เลยค่ะ เลยยังไม่ทราบว่าชื่อของเค้าคืออะไร

พบเพียงดอกเดียวจริง ๆ ในบริเวณนั้น สีม่วงอ่อน ๆ ดูเหมือนเค้ายังไม่ตื่นนอนด้วย... เพราะยังไม่ยอมยิ้มแย้ม...แต้มกลีบดอกบาง ๆ ออกมาเปิดเผยหน้าตาเลยค่ะ 

 

 

อาหารมื้อเช้าในวันที่ 5 ของเราค่ะ...  เป็นอาหารง่าย ๆ ผสมกับยาก ๆ คือ  จะมีทั้งยำปลากระป๋อง, ยำกุนเชียง, ปลาป่นทอด, และก็แกงใต้ใส่หมู ค่ะ  ก็อิ่มสบายท้องไปอีกมื้อ เป็นการเพิ่มพลังกันไป ก่อนที่จะต้องเดินทางกันต่อ ...

กองทัพ...ต้องเดินด้วยท้อง... ประโยคนี้ก็ยังใช้ได้ผลค่ะ 

 

 

เวลา 9 โมงกว่า ๆ ก็พากันเคลื่อนย้ายทัพค่ะ... เพื่อลงไปข้างล่างแล้ว...  

เส้นทางลง ยังเป็นทางลาดชันที่มีทั้งหินที่ปกคลุมไปด้วยมอส และตะไคร่น้ำลื่น ๆ ต้องคอยยึดเกาะกิ่งไม้ รากไม้ และคอยทรงตัวให้ดี ๆ ไม่งั้นมีลื่นล้มค่ะ 

 

 

เดินลงมาเรื่อย ๆ จะพบน้ำตกค่ะ เราจะพักกันตรงจุดนี้อีกครั้ง....

ตรงนี้คือ  "น้ำตกสอยดาว" ค่ะ... เป็นตีนของน้ำตกแล้วนะคะ ไม่ใช่ต้นน้ำ...

ระหว่างวางกระเป๋าปุ๊บ กำลังนั่งลงนั้น น้องกิ้งกือ ที่มีขายั้วเยี้ย ตัวยักษ์ แบบนี้ก็โผล่มาทักทายค่ะ เจอหลายตัวแล้วในป่าแบบนี้... ก็เลยเก็บภาพเป็นที่ระทึก... เอ๊ย...ระลึกนะคะ...  (แต่ก็ "ระทึก" นิดหน่อยกลัวเค้าไต่มาหา  )

 

ส่วนนี้ คือส่วนหนึ่งของก้าน "ต้นชิงดอกเดียว" ที่นักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ พกติดตัวค่ะ

ที่ลูกศรสีชมพูชี้ และใบของเค้าก็ที่ขยำ ๆ อยู่ข้าง ๆ น่ะค่ะ

พี่ขุนส่าตัดมาให้ ในระหว่างเดินลงมา เนื่องจากว่าเห็นนักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ ชอบ...

ก็ต้นนี้นะคะเรียกได้ว่าเป็น ถังอ๊อกซิเจน ให้นักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ ตอนขาขึ้นเลย... เพราะเวลาที่ไม่ไหว ไม่ไหว จะแย่แล้ว ได้ดมกลิ่นของใบนี้ที่พี่ขุนส่าขยำ ๆ เอามาให้ แล้วบอกว่าเป็นยาดม... ก็โอเคเลยค่ะ... สดชื่นดี มีแรงเดินทางต่อเลย... เอ..หรืออุปทานไปเองหนอ....

"ชิงดอกเดียว" จริง ๆ แล้วเป็นสมุนไพรไทย

ชิงดอกเดียว Goniothalatamus macrophyllus (Blume) Hook.f.&Thaomson

วงค์             Annonaceae

ชื่ออื่น ๆ      กาเยาะบราเนาะ (มลายู-ปัตตานี), กิ่งดอกเดียว (ตรัง), ราชครูดำ (ปัตตานี)

ที่เค้านิยมนำราก และต้น มาดองกับเหล้าขาว มีสรรพคุณเพื่อช่วยคลายปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ...

ที่มา : http://www.dnp.go.th/MFCD20/heab-2.htm

 

ดีจังค่ะ....หยูกยาที่หาได้จากรายรอบตัวในป่า.... 

 

------------------- = (^_^)= ----------------------

 

แล้วก็เดินลงไปเดินดูน้ำตก ไปล้างหน้า ล้างตาสักหน่อย

น้ำตกที่นี่ สวยดีค่ะ...นี่ขนาดเป็นตีนของน้ำตกแล้วนะคะ...ยังสวยเลย...น้ำก็มีพอปานกลาง ไม่มาก ไม่น้อยจนเกินไป... สีเขียวของต้นไม้ โขดหิน และเสียงน้ำตก ฟังแล้วเพลินดี สดชื่นดีค่ะ  

จากภาพข้างบน 

น้ำตก ที่เห็นอยู่ข้างบน ลิบ ๆ นั่น  สูงนะคะ แต่ตรงจุดนั้น ป้าอร คนเก่งของเราก็ถอดรองเท้า และไต่ขึ้นไปถ่ายภาพข้างบนหน้าตาเฉยเลยค่ะ  เห็นแล้วนักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ ยอมซูฮกเลยค่ะ... นับถือในพลังของป้าอรจริง ๆ เลยค่ะ  และไม่กล้าขึ้นไป มีแต่หินที่เป็นมอสปกคลุมทั้งนั้นเลย กลัวลื่นลงมา หงายท้อง หัวฟาดพื้น... เลยขอมองดูป้าอรอยู่ไกล ๆ ด้วยความชื่นชม   

ป้าอร เดินลงมาพร้อมกับ รอยยิ้ม  และบอกว่าถ้าจะขึ้นไปเราต้องถอดรองเท้า จะได้ยึดเกาะได้...ไม่ลื่น...

ค่ะ..ป้าอร

ส่วน เพื่อนร่วมทริปคนอื่น ๆ ก็ลงมาล้างหน้าล้างตา มาถ่ายภาพ และก็หนีไปกันหมดแล้ว ปล่อยเรานั่งอ้อยอิ่งอยู่กับน้ำตกอยู่คนเดียว อิอิ...

พี่ ๆ น้อง ๆ เค้าพากันไปนั่งจิบน้ำชา กาแฟ แล้วแต่ความต้องการที่บริเวณจุดที่วางกระเป๋า (จุดที่พบเจอน้องกิ้งกือยักษ์น่ะค่ะ)  แล้วค่ะ  เลยไม่รอช้า...รีบตามไปชงกาแฟทรีอินวัน และกินขนมตามไปอีกหลายชิ้นก่อนเดินทางกันต่อเลยค่ะ  (เรื่องกินขอให้บอก...)

หลังจาก อิ่มหนำสำราญกันแล้ว จากนั้นก็ได้เวลาเคลื่อนทัพลงไปต่อค่ะ 

 

 

 

ทางลง จะเป็นป่าโล่ง ๆ แล้ว และก็เต็มไปด้วยทาก คลานกระดึ๊บไปมาเยอะแยะมากมาย

พอเราเดินผ่านนี่ เค้าต้องชูหัวมาหาทันทีเลยค่ะ เนื่องจากว่าเริ่มลงมาสู่ระดับที่ต่ำแล้ว ทากจะเยอะ ส่วนบริเวณที่ผ่านมาแถว ๆ บนยอดเขาสูง ๆ จะไม่ค่อยมีทากค่ะ

และในระหว่างการเดินทาง พี่ขุนส่า จะผิวปากทำเสียง นก เป็นระยะ ๆ  

ถ้ามีนกอยู่ใกล้ ๆ เค้าจะร้องตอบกลับมาค่ะ ... งานนี้ได้ยินแต่เสียง แต่ไม่เห็นนกตัวเป็น ๆ นะคะ ...ส่วนใหญ่จะเป็นนก "บินหลา"  หรือ "นกกางเขน" ที่ทุกคนรู้จักกันค่ะ   มีบางครั้งจะเป็น "นกเงือก" ที่ตัวใหญ่ ๆ กระโดดไปมาอยู่บนต้นไม้เป็นระยะ แต่เสียดายที่ไม่ได้เห็นแบบชัดเจนค่ะ

 

------------------- = (^_^)= ----------------------

 

ตามเส้นทางนี้ ขอบอกว่านักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ มีเดินสลับวิ่ง และกระโดดค่ะ... ไม่ใช่ขยันจะออกกำลังกายหรอกน๊า แต่กระโดดข้ามน้องทากตัวน้อยตัวนิดที่ชูคอสลอนเหล่านั้นไงค่ะ...   เล่นเอาซะเหนื่อยเลยค่ะ.... แต่ก็ยังไม่วายนะคะ

พอเรากระโดด เค้าก็กระโดดบ้าง  มากระโดดเกาะติดหนึบที่เท้าตั้งหลายตัว งานนี้ขอแรงพี่ขุนส่าที่เดินอยู่ใกล้ ๆ ให้ช่วยดึงออกค่ะ (เอาอีกแล้วเรา...ไม่กล้าจับตัวทากอยู่ดี)

 

------------------- = (^_^)= ----------------------

 

พวกเราทั้งหมด ก็ต้องหยุดพักเป็นระยะ ๆ เพื่อสำรวจทากกันค่ะ... ถ้าเค้าติดตามมาต้องรีบดึงออกให้หมด

ส่วนนี่เป็นตัวอย่างของผู้โชคดีท่านหนึ่ง ไม่ใช่ใครค่ะ พี่หนึ่ง ผู้ชำนาญการในการเดินป่าของเรานี่เอง อะนะ ยังไม่วายโดนฝูงทากรวมพลังกันทักทายค่ะ ....จริง ๆ แล้วพี่เราอยากบริจาคเลือดใช่มั๊ยล่ะ....อิอิ

คนอื่น ๆ ก็จะโดนกัดอย่างนี้คล้าย ๆ กัน... (แต่นักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ รอดค่ะ เพราะแค่เค้าคลานขึ้นรองเท้าปุ๊บ กรี๊ดไว้ก่อน  ) รีบให้คนข้าง ๆ เอาออกเลย....

 

อยู่นาน ๆ แล้วน่ากลัวค่ะ เลยรีบเคลื่อนทัพเดินทางกันต่อ แถวนี้ไม่ปลอดภัย...ไปดีกว่า....

เดินลงไปที่น้ำตกเล็ก ๆ ข้างล่างค่ะ... ไปสำรวจทากกัน  

 

ส่วนนักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ ดูจากสภาพรอบกายภายนอกของตัวเองแล้ว มั่นใจสุดฤทธิ์ค่ะ

ว่าไม่มีทากตัวน้อยตัวนิด เกาะอยู่ที่ตัวเองแต่อย่างใด ก็เลยล้างหน้าล้างตา

และทักทายฝูงปลาตัวน้อย ๆ ในลำธารแทนดีกว่าค่ะ  ปล่อยให้พี่ ๆ สำรวจทากกันต่อปาย....

(แต่ขอบอกว่าพอกลับไปบ้านพี่บ่าว มีทากติดอยู่ในรองเท้าอีก 3-4 ตัวแน่ะ... แถมยังพากลับไปกรุงเทพฯ ด้วยอีกตัวหนึ่งแน่ะ...สงสัยแอบเข้าไปอยู่ในกระเป๋าค่ะ   แต่เค้าอยู่ได้ไม่นานก็จากไป เนื่องจากสภาพแวดล้อมไม่ใช่ป่าที่เค้าเคยอยู่  ) ไปสู่สุคตินะจ๊ะ...

 

ณ จุดพักน้ำตก ตรงนี้ก็บ่ายโมงกว่าแล้วนะคะ...

พี่ ๆ นำทาง ก็ถามว่าจะทานข้าวเที่ยงที่นี่เลยมั๊ย แต่พวกเราที่ยังไม่หิวกัน  เพราะอีกนิดเดียวก็จะถึงน้ำตกพรหมโลกข้างล่าง (ตรงจุดที่พากันขึ้นมา) แล้ว เลยตกลงใจกันว่าจะเดินกันต่อเพื่อไปกินข้าวข้างล่างเลยทีเดียว...

เมื่อตกลงใจได้ก็ไปต่อไปค่ะ 

ทางลงมานี้ จะต้องเดินผ่านสวนผลไม้ของชาวบ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นต้นมังคุดนะคะ แต่ว่าเสียดายที่ตอนที่ไป ไม่ใช่หน้าของมังคุด เลยเห็นแต่ต้นเขียว ๆ ของมังคุด และผลไม้อื่น ๆ กระจายอยู่ทั่วไป ตามเส้นทางที่เดินผ่าน...

แต่ถ้าใครไปเดินป่าหน้าผลไม้... เค้าจะให้พวกเราสามารถครอบครองผลไม้เหล่านั้น ใครกินได้เท่าไหร่...ตามสบายเลย... ถามพี่ขุนส่าว่า แล้วเจ้าของสวนเค้าไม่ว่าเอาเหรอ... พี่ขุนส่าบอกว่าไม่หรอก เพราะญาติ ๆ กันทั้งนั้น เค้ารู้กัน... สวนผมก็มีแต่อยู่อีกทางนะ....ก็เลยดีหน่อย แต่เสียดายเห็นแต่ต้นค่ะงานนี้  

แหม้...ไม่งั้นละก็... หุ หุ

ทางเดินช่วงนี้...บางครั้งต้องเร่งฝีเท้าค่ะ เนื่องจากว่ากลัวฝนตก.... 

 

 

ตามเส้นทางนี้  นักจิตวิทยาชาวบ้าน "พี่ขุนส่า"  ซึ่งเดินตามหลังนักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ ก็ได้เป็นวิทยากรแนะนำต้นไม้ที่เดินผ่าน ว่านี่คือต้นอะไรบ้าง

นี่ต้นมังคุดรู้จักมั๊ย? โน่นทุเรียน โน่นสะตอ โน่นจำปาดะ ส่วนนี่ต้นหมากสด  และอีกหลาย ๆ ต้นค่ะ 

ไปตามเส้นทางที่เดินผ่าน ได้รับความรู้เพิ่มเติมเยอะแยะ

 

------------------- = (^_^)= ----------------------

 

ลงไปอีกหน่อย จะเจอ "ถ้ำ" ที่ชาวบ้านไว้ใช้พักผ่อนเวลาออกหาปลา... เป็นถ้ำที่มี "ทรายขาว" นะคะ... พี่เค้าว่างั้น แล้วพี่นำทางก็เรียกให้นักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ ไปดู และถ่ายภาพไว้... บอกว่าซูมลงไปได้เปล่า... ข้างล่างจะเป็นทรายขาว...

แห่ะ ๆ   นักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ มองลงไปแล้ว ก็เห็นแต่ถ้ำธรรมดา ๆ น่ะค่ะ ส่วนทรายขาวที่ว่า...มองไม่เห็น เนื่องจากว่าบริเวณนั้นมืด ๆ น่ะค่ะ เลยเก็บภาพได้เป็นแบบนี้... 

สีขาว ๆ ที่เป็นดวง ๆ นั้น ไม่ใช่สิ่งลึกลับอะไรหรอกนะคะ แต่เป็นเม็ดฝนที่ตกผ่านหน้าเลนส์ของกล้องค่ะ

 

 

------------------- = (^_^)= ----------------------

 

ฝน เริ่มโปรยปรายลงเม็ดแล้ว พี่ขุนส่าเลยเอาถุงพลาสติกให้ใบหนึ่งไว้ใส่กล้อง จะได้ไม่เปียก...

(เหมือนดึงออกมาจากกระเป๋าโดเรมอน...มีสิ่งของสารพัดเลยค่ะพี่คนนี้  )

กล้องไม่เปียก ก็เพราะถุงพลาสติกจากพี่ขุนส่านี่แหล่ะค่ะ ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ  

แล้วก็รีบเดินต่อไปค่ะ เดินฝ่าสายฝนที่ยังตกไม่แรงกันต่อไปแบบเปียก ๆ ค่ะ  

ตรงนี้เป็นทางออก...

หลังจากฝนรอบแรกที่บอกเมื่อตะกี้หยุดไปแล้ว เส้นทางเลยเปียก และลื่นได้ถ้าเดินไม่ดีนะคะ

 

แล้วก็มาถึงแล้วค่ะ เดินลงมาถึง "น้ำตกพรหมโลก" อีกครั้งแล้ว น้ำตกที่เดินผ่านตอนขาขึ้น  น้ำเริ่มมีสีแดงปนลงมานิด ๆ เนื่องจากน้ำป่าเริ่มลงมาแล้วค่ะ   

ก่อนลงมา จะต้องเดินผ่านก้อนหินก้อนใหญ่ ๆ ของน้ำตกเพื่อไปยังพื้นข้างล่าง

ขอบอกว่าตรงนี้ฝนตกหนักมาก ๆ ตัวเปียกกันหมดทั้งตัวเลย... โชคดี ที่ตัดสินใจลงมากินข้าวข้างล่าง และเดินข้ามกันลำธารตรงน้ำตกมาก่อน ไม่งั้นคงต้องนอนค้างที่นั่นอีกคืนแน่ค่ะ เพราะถ้าน้ำป่าลงมาแล้ว พวกเราจะข้ามออกมากันไม่ได้... น่ากลัวจัง 

เลยขอเก็บภาพบรรยากาศของน้ำตกในตอนขาลงจากเขาอีกครั้งนะคะ...

 

 

ตรง จุดนี้ เป็นจุดอันตรายที่ทางเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ทำป้ายเตือนไว้

เพราะว่าตรงที่ลูกศรสีชมพูชี้นั้น เป็นบ่อน้ำวนค่ะ... น่ากลัว ๆ  

 

ลงไปอีกนิด...

จะเป็นป้ายบอกเส้นทางต่าง ๆ ค่ะ และป้ายอธิบายลักษณะสั้น ๆ ของ "น้ำตกพรหมโลก" ด้วยค่ะ

 

ก่อนลงไปข้างล่าง

ไม่ลืมกราบไหว้ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และเจ้าที่ ที่ปกปักรักษาขุนเขาแห่งนี้ ที่ได้ช่วยคุ้มครองให้พวกเราทุกคนในทริปนี้เดินทางขึ้นไปและกลับลงมาอย่างปลอดภัย

(ก่อนขึ้นเขาก็ต้องกราบไหว้ และบอกกล่าวท่านก่อนด้วยนะคะ)

ภารกิจในการเดินป่าขึ้นยอดเขา "พรหมโลก" สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีค่ะ ไม่มีอันตรายใด ๆ เกิดขึ้น จะมีก็แต่ร่องรอยของบาดแผลจากการถูกกิ่งไม้เกี่ยว, และรอยทากที่กัดเท่านั้น  

สำหรับนักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ มีทั้ง 2 แบบเลยค่ะ 

มีทั้งรอยกิ่งไม้ขีดข่วนเต็มแขนไปหมด และรอยทากที่ดูดเลือดตามนิ้วมือ...

เดินลงไป...จะเห็นพี่ ๆ ที่เดินลงมาก่อน อยู่ไกล ๆ รออยู่แล้วค่ะ 

 

 

รอกันสักแป๊บ พี่บ่าว ผู้ที่ดูแลรับผิดชอบทริปนี้ ก็นำรถกระบะมารับกลับบ้านค่ะ 

 

 

รถเคลื่อนออกแล้ว 

 

ขากลับ นักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ ขอกระโดดขึ้นนั่งกระบะหลังพร้อม ๆ กับพี่ ๆ หลาย ๆ คน เนื่องจากว่า เนื้อตัวเปียกฝนและเปื้อนมาก ไม่กล้าไปนั่งหน้ากลัวไปทำเบาะรถเปื้อน...เพราะเบาะรถเป็นสีครีมสวยเชียว...   และเพื่อจะได้เก็บภาพถ่ายในขณะที่รถเคลื่อนผ่านด้วยค่ะ 

ตามเส้นทางที่ผ่านไป... 

 

 

 

ไปถึงบ้านพี่บ่าว...

พวกเราก็อาบน้ำอาบท่า เปลี่ยนชุดเตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ ค่ะ 

แล้วพี่แจงคนสวย ที่มารอรับเรากลับ.... จะเป็นคนพาพวกเราไปรอรถโดยสารที่จะมารับที่แยกอำเภอท่าศาลา ตรงจุดที่มาครั้งแรกน่ะค่ะ

ตรงจุดนั้นเป็นปั๊มบางจาก ที่มีเพื่อน ๆ ร่วมเดินป่า แต่เป็นเส้นทางอื่น  ก็มารอ เพื่อจะขึ้นรถไปด้วยกันอยู่แล้ว มีทั้งหมด 24 คน แน่ะ

และแล้ว เช้าวันที่ 6 ก็เดินทางถึง กรุงเทพฯ โดยปลอดภัยและโดยสวัสดิภาพ กันทุกคนค่ะ 

 

------------------- = (^_^)= ----------------------

 

กลับถึงบ้าน.... ทักทายน้องทากที่บอกว่าติดกระเป๋าไปด้วยได้สักแป๊บ... (แบบพอเห็นครั้งแรกแล้วแทบกรี๊ดสลบ... ยังอุตส่าห์ตามมานะ)

ก็ไปทำงานต่อเลยค่ะ... ขอบอกว่า ระบมไปทั้งขาเลย ตอนเดินในป่าไม่ค่อยรู้สึก แต่พอเดินเสร็จ กลายเป็นกุลสตรีไทย เดินอย่างอ่อนช้อย ช้า ๆ และงดงามกันเลยทีเดียว... (ก้าวไวไม่ได้... ปวดขามาก ๆ ค่ะ)  พี่ ๆ ที่ทำงานได้แต่หัวเราะต้อนรับการกลับมาเลยค่ะ เพราะสภาพแทบแย่แน่ะ...

 

 

 

 

------------------- = (^_^)= ----------------------

 

 

 

------------------- = (^_^)= ----------------------

 

THE END

 

 

เรื่องราวการเดินป่าที่เขาพรหมโลก...จบลงแล้ว...

คงเหลือทิ้งไว้แต่ "ภาพถ่าย" และ "ความทรงจำดี ๆ " ที่ได้เคยไปเยือน และพบเจอ

อิอิ   เอนทรี่นี้...เปิดเผยตัวตนกันไปเลย...  ก็เล่นเอาภาพพี่ ๆ น้อง ๆ ลงไว้เยอะแล้ว เพื่อไม่เป็นการเสียเปรียบ... เลยต้องมีภาพตัวเองลงบ้าง......

การเดินป่า...จบแล้ว.......

แต่ "ชีวิต" คนเรายังไม่จบนะคะ ยังคงต้องเดินทางก้าวไปข้างหน้าต่อไป...แล้วแต่ว่า...เราจะเลือกเดินไปทางไหน...

 

ขอให้ เส้นทางที่ทุกคนจะเดินทางไป...เป็นเส้นทางที่ไม่อันตราย และงดงามนะคะ 

 

------------------- = (^_^)= ----------------------

 

เอนทรี่หน้าไปเที่ยวเมืองน่านกัน (อีกแล้ว) อิอิ

คราวนี้ ไม่ได้แนะนำสถานที่ท่องเที่ยวนะคะ พอดีจะเอาดอกไม้สวย ๆ ที่อยู่บริเวณบ้านของนักเดินทางตัวจิ๋ว ^^ ที่เก็บภาพเองมาฝาก ก็เมื่อคราวที่ได้กลับไปน่านครั้งล่าสุดน่ะค่ะ...ที่บอกไว้ไง  เอ...พอจะนึกออกมั๊ย... ก็ที่บอกไว้ในเอนทรี  ~ เพลงพัก นักเดินทาง ~  นี้น่ะค่ะ...  

 

ดอกไม้ เล็ก ๆ บอบบาง

ที่ทัศนาเมื่อไหร่ ก็สบายตา สบายใจ ได้เมื่อนั้น

 

------------------- = (^_^)= ----------------------

 

ฝากไว้ก่อนไปอีกครั้ง.....อย่าลืมนะคะ....

 

"ธรรมชาติ สวยงามเสมอ"

 

ช่วยกันอนุรักษ์โลกใบนี้ ให้มี "สีเขียว" อย่างนี้...ตลอดไป...ถึงรุ่นลูกรุ่นหลานนะคะ 

 

ภาพทุกภาพ...บอกได้...ไม่เท่ากับเราย่างเท้า ก้าวเข้าไปเอง 

 

 

 

 

 

Web Site Hit Counter 

 

ขอได้รับความขอบคุณจาก เพื่อนร่วมทริป ทุก ๆ คน

ขอบคุณในน้ำใจและมิตรภาพ และประสบการณ์ดีดีที่ได้รับ

ขอบคุณในธรรมชาติ.. ที่ยังคงงดงามเสมอ...

 

ขอบคุณที่ติดตามชมค่ะ  

 

 

ประทับใจ ในเส้นทางป่า...

 

by : นักเดินทางตัวจิ๋ว ^^

 

users online

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ดีจังเลยนะคะ

ทรายนะ ... ชอบป่ามาก ๆ พอเห็นแบบนี้แล้วอยากไปเที่ยวบ้าง

เผื่อจิตใจจะได้สงบ ๆ และร่มรื่น เหมือนป่าไม้อย่างที่เป็นอยู่

เห็นรูปแล้วรู้สึกชุ่มชื้นหัวใจจังค่ะ พร้อมกับเพลงเพราะ ๆ ที่ให้ความรูสึกอบอุ่นอย่างนี้ ...

รักษาสุขภาพนะคะ

#1 By Black_DeviL on 2008-05-19 12:45

big smile สวัสดีค่ะน้องทราย
มาไวมากเลยนะจ๊ะ...

ธรรมชาติสวยงามค่ะ สีเขียว บรรยากาศดี
อากาศสดชื่น ไม่มีพิษมีภัยอะไร

ได้ไปแล้วก็รู้สึกดีค่ะ

ขอบคุณนะคะที่เข้ามาทักทายกัน (คนแรกเลย big smile)

ฝนตกแล้ว...รักษาสุขภาพเช่นกันนะจ๊ะ
เดินป่าดูแล้วเหนื่ย
แต่ได้เห็นธรรมชาติ ป่าไม้ลำธาธ
ก็ทำให้หายเหนื่อยได้ดีทีเดียว

เห็นหนอนสีม่วงแล้วขนลุก บรื๋อ
ยิ่งเห็นทากแล้วก็ สยองเหมือนกัน
เลือดซิบๆเชียวครับbig smile
ดูเหมือนว่าขากลับทางจะรกมากกว่าขาไปเยอะเลยนะคะ เดินธรรมดาก็แย่แล้ว นี่ฝนตกอีกbig smile

#4 By VAR on 2008-05-19 15:45

สนุกจังเลยค่ะ อ่านแล้วเหมือนได้เดินบุกป่าไปด้วยจริงๆ
แต่เห็นทาก กิ้งกือกับหนอนสามัคคีแล้วขนลุกเลยค่ะ
Hot! Hot! Hot!
ขอบคุณสำหรับตัวหนังสืออ่านสนุกกับภาพสวยๆนะคะ

#6 By eeddy(อี๊ด) on 2008-05-19 18:33

อ่านแล้ว เหนื่อยแทนจริงๆครับ โดยเฉพาะการผจญกะพวกสัตว์หยึยๆทั้งหลาย sad smile

#7 By คนธรรมดา on 2008-05-19 20:53

สวัสดีอีกครั้งนะคะ

# น้องทราย... ยังไงก็ยิ้มไว้นะคะ big smile
วันนี้อาจไม่ใช่ของเรา แต่วันข้างหน้าสิ่งดี ๆ ยังรอเราอยู่ค่ะ (เขียนหลังจากไปทักทายที่บ้านน้องทรายแล้วค่ะ ..)
เอ้า ยิ้มเข้าไว้ค่ะ big smile

# แพนด้า... นึกว่าพี่สยองคนเดียวซะอีกนะคะนี่ ขนาดแพนด้าเป็นผู้ชายอกสามศอกยังสยองเลย อิอิopen-mounthed smile

เอ่อ พี่เข้าไปทักทายที่บ้านไม่ได้อ่ะ จะบอกว่า เห็นต้มยำกุ้งที่มีฝูงกุ้งและปลาหมึกที่ทำแล้ว...โห...น่ากินมั่ก ๆ

# น้อง VAR... ใช่เลยจ๊ะ.. ขาลงมันลื่นอ่ะ เป็นเส้นทางดิ่ง ต้องหากิ่งไม้ไว้เกาะตลอดทางเลยค่ะ big smile

# คุณอิ๊ด...ขอบคุณนะคะ ที่เข้ามาอ่านและมีคำชื่นชมให้ด้วย... big smile ดีจังเลยค่ะ ที่คนอ่านสนุกตามไปด้วย.. ขอบคุณนะคะ ขอบคุณนะคะ...

# น้องคนธรรมดา... เห็นด้วยทุกประการเลยค่ะ
big smile ไม่ว่าจะกี่วันก็ยังไม่ชินกับพวกเค้าค่ะ น้อง ๆ ที